บทความพิเศษ
เรียกดูหัวข้อในหมวดนี้ 
ตลาดหุ้นไทยวันนี้

กลุ่มจัดการกองทุน 

บลจ.บัวหลวง

           

     จากที่กล่าวมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บลจ.บัวหลวง เชื่อมั่นว่าทิศทางของตลาดหุ้นไทย ยังคงเป็นขาขึ้นนั้น เราเชื่อว่ามีปัจจัยสนับสนุนว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น ได้แก่

 

     - เศรษฐกิจโลกปีหน้าน่าจะมีระดับการขยายตัวเติบโต 4%- 5% โดยแบ่งเป็นของตลาดเกิดใหม่ (EM > Emerging Market)  5% - 7%  ในขณะที่ของตลาดที่พัฒนาแล้ว (DM > Developing Market)  2% - 4%

 

     - บทบาทและความสำคัญของเอเชียเพิ่มขึ้นในตลาดโลก สนับสนุนโดยการขยายเมืองออกไป (Urbanization)  และการขยายตัวของชนชั้นกลาง (Middle Class) โดยเฉพาะในประเทศจีน นอกจากนี้ Generation M ที่ชอบการใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น

 

     - พื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยที่จะขยายตัว 4-5% ปีหน้า โดยหลักๆ มาจากการบริโภคภายในที่เพิ่มขึ้น  ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น และการปรับเปลี่ยนรูปแบบ / การกระตุ้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของประเทศซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานกับการลงทุนภาคธุรกิจเอกชน

 

     - ความสามารถในการทำกำไรของไทยยังเด่นกว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน

 

     - จะยังมี Fund Flow จากมาตรการอัดฉีดเงิน (QE) ของสหรัฐ  ซึ่งยิ่งทำให้มีการย้ายเงินลงทุนส่วนหนึ่งของพวกกองทุนบำเน็จบาญในสหรัฐและ EU มาสู่ภูมิภาคตลาดเกิดใหม่ (EM > Emerging Market) ทั้งในส่วนของสินทรัพย์เสี่ยง เช่นหุ้น และในตลาดพันธบัตรเพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า

 

     โดยมีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาประกอบการตัดสินใจลงทุนในช่วงนี้ ได้แก่

     - แรงกดดันเงินเฟ้อที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น จะทำให้ ธปท. ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย  ซึ่งกระทบต่อ Sentiment ในช่วงสั้น  แต่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 75

 

     - 100 bps เป็นเพียงแค่ให้ระดับดอกเบี้ยที่แท้จริงกลับมาสู่ในระดับปกติที่ควรจะเป็นเท่านั้น

 

     - ความกดดันด้านการเมือง ต่อรัฐบาล เริ่มลดลงบ้าง จากการที่มีการประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า

 

     - หากมีสงครามปกป้องค่าเงิน อาจนำไปสู่ สงครามการค้าระหว่างประเทศ 

 

     - ปัญหาหนี้สินของประเทศในกลุ่ม PIGS (โปรตุเกส อิตาลี กรีซ และ สเปน) และการทบทวนวัดระดับ StressTest (การทดสอบสถานะของสถาบันการเงินว่าจะมี ความอึด ความอดทน ในการรับวิกฤตและความท้าทาย ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยไม่ล้มหรือเสียหายลงไปหรือไม่) จะเป็นเรื่องที่ทำให้ตลาดกังวลเป็นระยะๆ เพราะมีหนี้บางก้อนที่จะครบกำหนดในไตรมาสแรกปีหน้า

 

     - พิจารณาจากขนาดของหนี้ใน EU คาดว่าเงินช่วยเหลือจาก IMF และมาตราการอื่นๆ จะไม่พอเพียง  จึงมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการอัดฉีดเงินช่วยเหลือเศรษฐกิจ (QE > Quantitative Easing) ใน EU ซึ่งจะทำให้ค่าเงินของ EU ตกต่ำลง

 

     - นโยบายของจีน ทั้งการเงินและการคลังในการดูแลไม่ให้เศรษฐกิจเป็นฟองสบู่ และด้านอื่นๆ  

 

สวัสดีปีใหม่ครับ