บทความโดย  อ.วันชัย สอนศิริ
บทความอื่นๆ >> 
กู้เวร คู่กรรม

15 ธันวาคม 2554

 

     มีผู้หญิงคนหนึ่งส่งจดหมายมาปรึกษาผม เธอบอกว่าเธอกับสามีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสไปกู้เงินซื้อบ้านกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ด้วยกันหรือที่เรียกกันว่ากู้ร่วมนั่นแหละ เพราะฉะนั้นเธอกับสามีก็จะมีชื่อร่วมกันในสัญญาจำนองที่ทำไว้กับทางธนาคาร จากนั้นทั้งคู่ก็อยู่กินในบ้านหลังนี้ด้วยกัน...

 

     แรก ๆ ก็มีความสุขกันดีต่างคนต่างช่วยกันทำงานเพราะไหนจะต้องใช้หนี้ไหนจะต้องใช้จ่ายในครอบครัว ดีที่ยังไม่มีลูกไม่อย่างนั้นคงต้องชักหน้าไม่ถึงหลังแน่ ๆ แถมทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนด้วยกันทั้งคู่ รายได้ก็ไม่ได้มากมายอะไร พอมาช่วงหลัง ๆ สามีเริ่มกลับบ้านดึกบางวันไม่กลับเลยก็มี สิ้นเดือนพอเงินเดือนออกก็จะเอามาให้แต่คราวนี้กลับเก็บเงียบ หนี้ค่าบ้านที่ต้องจ่ายทุกเดือนก็เริ่มจ่ายมั่งไม่จ่ายมั่ง ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมเลยตัดสินใจเปิดอกคุยกันให้รู้เรื่องถึงได้รู้เรื่องถึงได้รู้ว่าเขามีคนอื่น เธอจึงขอแยกทางไม่ขออยู่ร่วมกับผู้ชายคนนี้อีกต่อไปเพราะคิดว่าขนาดเพิ่งอยู่กินกันไม่นานเท่าไหร่ยังทำกันได้แล้วถ้าขืนอดทนอยู่ต่อไปเกิดมีลูกมีเต้าขึ้นมามันจะยิ่งทำใจลำบากขึ้นไปอีกสู้เลิกกันไปตอนนี้ดีกว่า สุดท้ายสามีเป็นฝ่ายเก็บของย้ายออกไปอยู่กับผู้หญิงคนใหม่...

 

     ทีนี้หนี้ค่าบ้านที่กู้ร่วมกันเธอก็ต้องจ่ายอยู่คนเดียวเพราะพอสามีย้ายออกไปก็ไม่ส่งค่าบ้านอีกเลย เธอจึงคิดว่าไม่เป็นไรฉันจ่ายคนเดียวก็ได้บ้านก็จะได้เป็นของฉันคนเดียวและเธอก็จ่ายคนเดียวมาได้ 6-7 เดือนแล้ว เคยไปพูดเรื่องนี้กับสามีว่าจะขอบ้านเพราะคิดว่าเขาก็คงไม่สนใจแล้วไหน ๆ ก็มีคนอื่นไปแล้วมีบ้านใหม่ไปแล้ว แต่สามีตอกกลับมาว่า “เรื่องอะไรจะเอาบ้านไปคนเดียวฉันก็ผ่อนด้วยด้วยยังไงฉันก็มีสิทธิครึ่งหนึ่ง”

 

     เจออย่างนี้เธอเลยทำอะไรไม่ถูกเลยมาปรึกษาผมถามว่า

 

     1 การกู้เงินซื้อบ้านร่วมกันแบบนี้ผู้กู้ร่วมกับผู้กู้หลักมีสิทธิเท่าเทียมกันหรือไม่

     2 การเป็นสามีภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันแต่ใช้ชื่อกู้ร่วมกัน จะมีสิทธิเท่าเทียมกันหรือไม่ แล้วเธอมีสิทธิในบ้านหลังนี้หรือเปล่า

     3 เมื่อเป็นฝ่ายชำระหนี้อยู่ฝ่ายเดียวอย่างนี้พอจะให้สามีโอนบ้านมาเป็นของเราคนเดียวแต่เขากลับไม่ยอมเราจะสามารถทำอะไรได้บ้างที่จะได้บ้านหลังนี้...

 

     เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในสังคมบ้านเรา เพราะบางทีผู้ชายกู้คนเดียวอาจจะไม่ผ่านเครดิตไม่ถึงก็ต้องเอาผู้หญิงมากู้ร่วมหรือผู้หญิงกู้คนเดียวก็เครดิตไม่ได้เลยต้องเอาผู้ชายมากู้ร่วมด้วย ถ้าเป็นผัวเมียกันก็พอได้ ยังไง ๆ ก็ต้องร่วมชะตากรรมด้วยกันอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ใช่ผัวเมียก็มีเหมือนกัน เช่น เพื่อนในที่ทำงานเดียวกันจะซื้อบ้านแต่เงินเดือนมันไม่พอเครดิตไม่ได้ธนาคารเขาก็ไม่ให้กู้ก็ต้องไปขอร้องให้เพื่อนมากู้ร่วม แต่ในความเป็นจริงแล้วตัวเองเป็นคนส่งเป็นคนผ่อนกับธนคารอยู่คนเดียว เพื่อนก็เพียงแค่มีชื่ออยู่ในสัญญาอยู่ในโฉนดเท่านั้น

 

     หรืออย่างพี่น้องกัน คนพี่จะซื้อบ้านแต่เครดิตไม่ถึงก็ให้น้องมากู้ร่วมด้วยแต่พี่ส่งเองคนเดียว ถ้าทุกอย่างไม่มีปัญหา ทุกคนยอมรับว่าของใครของมันก็คงไม่มีเรื่อง แต่ไอ้ที่มันมีเรื่องเพราะคนที่เป็นเจ้าของที่แท้จริงรับปากกับธนาคารกับเพื่อนกับน้องว่าจะผ่อนแน่ ๆ ไม่ให้ต้องเดือดร้อนแต่ก็ดันไม่ผ่อนซะงั้น ธนาคารเขาก็ต้องฟ้องเลยกลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา แล้วทีนี้คนกู้ร่วมจะปฏิเสธกับธนาคารได้มั้ย...

 

     เอาล่ะผมจะขอตอบเป็นข้อ ๆ ไปเลยแล้วกัน มาดูที่ข้อแรกการกู้ร่วมกันในทางกฎหมายเขาเรียกว่า “หนี้ร่วม” ซึ่งกฎหมายได้กำหนดไว้ว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ลูกหนี้คนใดคนหนึ่งชำระหนี้ก็ได้และเมื่อเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนหนี้ก็จะระงับไป...

 

     และไม่ว่าจะเป็นคนกู้หลักหรือคนกู้ร่วม ยังไง ๆ มันก็ถือว่าเป็นลูกหนี้เขาเหมือนกันทั้งนั้น หน้าที่ของลูกหนี้ก็คือใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมีลูกหนี้กี่คน ทุกคนก็มีสิทธิหน้าที่ที่จะต้องใช้หนี้เหมือนกันทุกประการ ซึ่งกฎหมายใช้คำว่า “ลูกหนี้ร่วม” โดยเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะเลือกบังคับชำระหนี้อย่างไรก็ได้ เช่น อาจจะฟ้องให้คุณผู้หญิงและสามีเป็นฝ่ายชำระหนี้คนเดียวก็ได้เพราะอาจจะเห็นว่ามีทรัพย์สินเยอะ หรือจะฟ้องทั้งคุณผู้หญิงและสามีที่เป็นผู้กู้ร่วมกันให้ชำระหนี้เป็นส่วน ๆ ไป ใครมีมากก็ให้ใช้หนี้มาก มีน้อยก็ให้ใช้หนี้น้อย หรือจะฟ้องคุณผู้หญิงก่อนแล้วถ้ายังไม่พอชำระหนี้ก็ค่อยไปฟ้องสามีเป็นคนต่อไปจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนก็ได้...

 

     เห็นแล้วนะครับว่าทั้งคนกู้ร่วมกู้หลักยังไงก็ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้หนี้ด้วยกันเท่ากันอยู่ดี ไม่ใช่ว่าจะมีคนใดคนหนึ่งไม่ต้องใช้หนี้หรือเจ้าหนี้ต้องฟ้องเอาจากคนกู้หลักก่อนเท่านั้น...

 

     ที่บอกว่าใช้หนี้เท่ากันก็เพราะว่าคนที่จ่ายมากสามารถไปไล่เบี้ยเอาจากคนที่จ่ายน้อยกว่าได้...

 

     เพราะฉะนั้นคนกู้ร่วมกับคนกู้หลักจะตกลงรับปากสัญญาใจอะไรกันไว้ ถ้าธนาคารเขาฟ้องมาจะปฏิเสธไม่ได้ทั้งนั้นครับ...

 

     สรุปมีสิทธิในทรัพย์สินและหนี้สินเท่ากัน 

 

     ส่วนข้อ 2 ต้องเข้าใจก่อนว่าการที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันนั้นก็เท่ากับว่าไม่ได้เป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะฉะนั้นก็จะไม่มีเรื่องสินสมรสเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อไปใช้ชื่อกู้ร่วมกันมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องของหนี้ร่วมของสามีภรรยาและทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา แต่เป็นการกู้ร่วมกันของคนสองคนเท่านั้น บ้านที่กู้ซื้อมานั้นมันก็เป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองคน ส่วนสิทธิต่าง ๆ มันก็เท่าเทียมกัน ต้องใช้หนี้เท่าเทียมกัน ก็จะเป็นเหมือนลูกหนี้ร่วมอย่างที่ผมได้ตอบไปในข้อแรก ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้จดทะเบียนสมรสแล้วจะไม่ต้องใช้หนี้หรือไม่โดนฟ้อง...

 

     แต่ถ้าหากมีการจดทะเบียนสมรสกันส่วนใหญ่เจ้าหนี้เขาก็จะให้คู่สมรสต้องมาเซ็นรับรู้ยินยอมด้วยเพราะเวลาฟ้องได้ทั้งผัวและเมียและบังคับชำระหนี้เอาจากสินสมรสได้ เรื่องนี้ผมได้เคยอธิบายรายละเอียดเอาไว้แล้วในฉบับก่อน ๆ ถ้าใครที่ติดตามคงจะพอนึกออก...

 

     แต่ถ้ากรณีนี้ทะเบียนสมรสไม่ได้มาเกี่ยวอะไรกับสิทธิในบ้านหลังนี้หรือเรื่องการใช้หนี้แน่ ๆ...

 

     มาถึงข้อสุดท้าย อย่างที่ผมบอกไปแล้วในสองข้อแรกว่า การกู้ร่วมกันก็เท่ากับว่าเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ต้องรับผิดชดใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้เหมือน ๆ กันเท่า ๆ กัน เว้นไว้แต่จะได้ตกลงกับธนาคารหรือเจ้าหนี้ในขณะที่ทำสัญญาว่ารับผิดชอบเท่านั้นเท่านี้ เช่น กู้มา 1 ล้านในสัญญาระบุว่ารับผิดชอบ 3 แสน 2 แสนอย่างนี้ก็ต้องรับผิดชอบตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา ถ้าไม่ระบุก็หมายความว่าเท่า ๆ กัน...

 

     ดังนั้นใครที่เป็นลูกหนี้ร่วม กู้ร่วม เมื่อถูกธนาคารหรือเจ้าหนี้ฟ้องร้องแล้วจะเที่ยวมาเอะอะโวยวายว่าไม่ได้กู้ไม่ได้รู้ไม่ได้เห็น เซ็น ๆ ให้มันไปอย่างนั้นเองเพื่อมันจะได้กู้ได้ มันเป็นเรื่องของพี่มันเป็นเรื่องของน้อง เป็นเรื่องของเพื่อนไม่เกี่ยวกับเราช่วยกู้ให้เท่านั้นเอง...

 

     คิดได้พูดได้ แต่ในทางกฎหมายต้องรับผิดชอบจะมาลอยหน้าลอยตาทำตีหน้าเซ่อว่าไม่เกี่ยวไม่ได้ ดังนั้นใครที่ช่วยเพื่อนช่วยพี่ช่วยน้องก็ดูให้ดีดูให้รอบคอบว่ามันจะไปตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า ถ้ามันรอดเราก็รอดด้วยก็อวยชัยให้พรเขา ถ้ามันไม่รอดเราก็ซวยโดนฟ้องโดนยึดทรัพย์เสียชื่อเสียเครดิตตามมันไปด้วย อย่างที่โบราณเขาว่าเอามือไปซุกหีบนั่นแหละ...

 

     กรณีที่เราผ่อนชำระหนี้อยู่ฝ่ายเดียวพอจะให้เขาโอนให้กลับไม่โอน อย่างกรณีที่คุณผู้หญิงถามมานั้น ก็เป็นเรื่องของไอ้สามีตัวแสบเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว...

 

     ก็ไปเจรจากับมัน พูดดี ๆ ขอให้เขาโอนมาให้เราซะ ถ้าไม่โอนก็ลองเจรจาจ่ายเงินส่วนที่เขาจ่ายมา เช่น เขาจ่ายมา 2 แสน 3 แสนก็ให้มันไปซะจะได้จบ ถ้าไม่จบก็คงจะต้องใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกันซะโดยพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าใครผ่อนมาเท่าไหร่ เราเท่าไหร่หรือสามีผ่อนมาเท่าไหร่แบ่งกันไปตามสัดส่วนนั้น หรือเราไปซื้อเอาจากการขายทอดตลาดก็ได้เพราะซื้อมาแล้วเงินในนั้นส่วนหนึ่งก็ยังเป็นของเรา...

 

     วิธีที่ว่ามานี้มันเป็นกรณีที่เราผ่อนชำระหนี้มาจนหมดแล้วแต่กรณีที่ยังผ่อนไม่หมดแล้วฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเบี้ยว อย่างสามีของคุณนี้ผมก็แนะนำว่าควรหยุดผ่อนไว้ก่อนปล่อยให้ธนาคาร notice หรือฟ้องร้องคดี นั่นก็หมายความว่าร่วมกันเป็นจำเลยทั้งคู่แล้วก็เปิดฉากเจรจากับสามีว่ามึงจะเอายังไง จะปล่อยให้โดนฟ้องแล้วถูกยึดบ้านยึดช่องอย่างนี้ดีไหม หรือจะให้กูคนเดียวก็ว่ามา เชื่อว่าจะคุยง่ายขึ้นและมันคงจะยอมให้คุณรับผิดชอบเอาไปทั้งบ้านและที่ดินแต่เพียงผู้เดียว ก็ทำบันทึกกับมันเสียว่ามันตกลงยกทั้งบ้านและที่ดินรวมทั้งหนี้สินให้แก่เราแต่เพียงผู้เดียว มันไม่ติดใจเอาอะไรทั้งสิ้นหากเราผ่อนหมดมันยินดีที่จะมาจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโอนชื่อให้เป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว แค่นี้ก็เป็นยันต์กันผีใช้ยันหน้ามันได้ เมื่อเราผ่อนหมดก็บอกให้มันโอนตามข้อตกลง หากไม่โอนก็ฟ้องร้องบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงตามยันต์กันผีนี้ สิ้นเรื่องสิ้นราวสิ้นเวรสิ้นกรรม...

 

     กู้ร่วมหรือร่วมกู้ก็เป็นอย่างนี้แหละ มันเป็นคู่เวรคู่กรรมหรือกู้เวรคู่กรรมไปด้วยกันจนกว่าจะหมดหนี้หมดสินหมดเวรหมดกรรม จะกู้ร่วมหรือร่วมกู้กับใครให้เข้าใจและรู้เรื่องไว้ด้วยว่าจะต้องรับผิดชอบตามสัญญา จะอ้างว่าช่วย ๆ เขาไปเท่านั้นเราไม่เกี่ยวไม่ได้อย่างที่อธิบายมาแล้วข้างต้น...

 

     ต่อไปนี้ใครจะมาให้เซ็นกู้ร่วมหรือร่วมกู้ก็ดูเสียให้ถ่องแท้ มิเช่นนั้นมันก็จะกลายเป็นคู่กรรมที่จบลงแบบไม่ happy ending…

 

วันชัย สอนศิริ