บทความโดย  คุณวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ
บทความอื่นๆ >> 
ค่าแรงขั้นต่ำ

22 สิงหาคม 2554

 

     ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่สามารถหาข้อยุติเรื่องค่าแรงขั้นต่ำได้ ดิฉันบังเอิญไปอ่านพบการศึกษาเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำ

 

     ที่อาจารย์โรงเรียนบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยของดิฉันเคยทำการศึกษาไปเมื่อปีที่แล้ว ว่ามีผลอย่างไรต่อผู้ประกอบธุรกิจ และต่อพนักงาน  ทั้งยังได้รับทราบเกี่ยวกับการเริ่มบังคับใช้ค่าแรงขั้นต่ำในฮ่องกง จึงอยากจะนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบเป็นข้อมูลค่ะ

 

     การศึกษาของ Jeroen Swinkels ศาสตราจารย์ด้านการจัดการและกลยุทธ์ โรงเรียนบริหารธุรกิจเคลลอกก์ มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น สหรัฐอเมริกา ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ Ohad Kadan จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมืองเซนต์หลุยส์ พบว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในกลุ่มลูกจ้างในภาคบริการ เช่น พนักงานเสิร์ฟ ที่มีรายได้ในลักษณะค่าแรงขั้นต่ำ บวกกับเงินจูงใจในลักษณะของเงินค่าทิป และกลุ่มคนที่ได้รับรายได้ บวกกับเงินค่าคอมมิชชั่น เช่น พนักงานขายของในร้านค้าปลีก จะก่อให้เกิดการลดระดับการบริการและทำให้ลูกค้าไม่พึงพอใจ

 

     จากการศึกษาพบว่า เมื่อมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้น ผู้ประกอบการจะทำการลดจำนวนพนักงานลง และพนักงานที่เหลือ แม้จะมีงานทำอยู่ แต่ก็มีความสุขน้อยลง เพราะถูกบังคับให้ทำงานมากขึ้นโดยได้รับเงินจูงใจ คือทิป หรือค่าคอมมิชชั่น ที่น้อยลง (เพราะลูกค้ามีความพึงพอใจลดลง)

 

     ศาสตราจารย์ สวิงเคิล กล่าวว่า ผลการศึกษานี้ไม่ได้ชี้ว่า ควรจะเพิกเฉยต่อการปรับค่าจ้าง แต่ชี้ให้เห็นว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  โดยแนะนำว่า รายได้ของคนทำงาน สามารถถูกยกระดับขึ้นได้ โดยการช่วยหางานที่มีค่าจ้างสูงขึ้น ไม่ใช่โดยการออกกฎหมายให้จ่ายค่าจ้างที่สูงขึ้น (กฎหมายสหรัฐมีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ) ท่านยังแนะนำต่อไปว่ามีหลายวิธีที่จะบรรลุค่าจ้างที่สูงขึ้น เช่น การปรับเพิ่มความต้องการจ้างงาน ไปจนถึงการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงาน และการปรับปรุงให้ตลาดแรงงานมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น

 

     วิธีการเหล่านี้จะช่วยทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถพัฒนาตนขึ้นไป(รวมถึงเพิ่มรายได้) โดยไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อตลาด  ในแบบการศึกษาของท่านพบว่า เมื่อผู้ปฏิบัติงานเหล่านี้ไต่ขั้นบันไดการทำงานขึ้นไป ก็จะทำให้คนอื่นๆ ที่ทำงานนั้นอยู่ในปัจจุบัน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย

 

     ศาสตราจารย์ สวิงเคิล พัฒนาแบบการศึกษาที่พยายามตอบคำถามที่ว่า “ธุรกิจต่างๆ เปลี่ยนแปลงระบบแรงจูงใจหรือไม่ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าแรงขั้นต่ำ” และ “การเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมหรือไม่” ทั้งยังพยายามตอบคำถามว่า “การจ้างงานเป็นอย่างไร และทั้งหมดนี้ดีขึ้นสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่ทำงานอยู่หรือไม่”

 

     ในการศึกษาพบว่า ผู้ว่าจ้างมีทางเลือกหลายทางในการเผชิญกับปัญหาค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น ผู้ว่าจ้างบางบริษัทอาจจะเลือกที่จะเลิกจ้างพนักงานบางคนและให้คนที่เหลือทำงานหนักขึ้น เพื่อพยายามทำให้ต้นทุนใกล้เคียงกับต้นทุนเดิม

 

     หรือผู้ว่าจ้างอาจจะเลือกที่จะคงจำนวนพนักงานไว้ทั้งหมด แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการให้แรงจูงใจ (เช่น กำหนดเกณฑ์การได้โบนัสให้ยากขึ้น ต้องใช้ความพยายามมากขึ้น) โดยการศึกษาพบว่า ผู้ว่าจ้างหรือผู้ประกอบการจะพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้งานออกมาดีโดยมีต้นทุนต่ำที่สุด

 

     อย่างไรก็ดี หลายธุรกิจพบว่า หาคนทำงานได้ค่อนข้างยากในบางตำแหน่ง เช่น พนักงานในบริษัทให้เช่ารถยนต์ หรือพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร เป็นต้น ดังนั้นการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ จึงช่วยให้ธุรกิจเหล่านั้น หาคนทำงานได้ง่ายขึ้น  แต่ก็พบว่าธุรกิจจะมีการปรับลดการจ่ายเงินจูงใจพิเศษลง เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการรับคนได้ยากอีกต่อไป

 

     โดยในรายงานกล่าวว่าต้องมีการนำไปศึกษาเปรียบเทียบกับสถานการณ์จริงต่อไป  ผู้สนใจศึกษางานวิจัยนี้สามารถดูได้ที่ http://www.kellogg.northwestern.edu/faculty/swinkels/Homepage/Papers/incentives and markets june 7.pdf

 

     ทั้งนี้กลุ่มที่ศึกษาเป็นเพียงภาคบริการที่มีรายได้ขั้นต่ำ บวกเงินจูงใจพิเศษที่ไม่ตายตัว  ไม่รวมถึงภาคการผลิต  ซึ่งดิฉันเข้าใจว่า ศ.สวิงเคิล และ รศ. คาดาน น่าจะกำลังทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในภาคอุตสาหกรรมค่ะ

 

     มาดูตัวอย่างของจริงที่ไม่ใช่แบบการวิจัยกันบ้าง  ไม่ใกล้ไม่ไกลค่ะ ฮ่องกงนี่เอง

 

     ฮ่องกง เป็นเขตเศรษฐกิจที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอัตราค่าแรงขั้นต่ำในอาชีพอื่นๆ มาเป็นเวลา 100 ปี จะยกเว้นก็แต่ อาชีพแม่บ้านที่เป็นชาวต่างชาติ ที่ปัจจุบันกำหนดเอาไว้ที่ 3,740 เหรียญฮ่องกง หรือประมาณ 14,600 บาท   อย่างไรก็ดี มีผู้เสนอแนวคิดเรื่องค่าแรงขั้นต่ำเพื่อให้เป็นกฎหมายมาตั้งแต่ปี 1998 หลังจากการส่งมอบฮ่องกงคืนให้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน 

 

     การถกเถียงในประเด็นค่าแรงขั้นต่ำมีกันมายาวนาน พิจารณากันหลายด้าน ทั้งในเรื่องระดับของค่าแรงที่ควรจะกำหนดและการมีผลใช้บังคับ ฯลฯ จนในที่สุดหลังจากผ่านไป 13 ปี จึงตกลงกันได้ที่ ระดับอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่ 28 เหรียญฮ่องกงต่อชั่วโมง  (ประมาณ 110 บาท) ซึ่งอยู่ประมาณเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10 หมายถึง ในบรรดาคนทำงานทั้งหมดในฮ่องกง มีคนที่มีรายได้น้อยกว่า 28 เหรียญต่อชั่วโมง จำนวน 10% หรือประมาณ 278,900 คน จะมีรายรับจากค่าจ้างเพิ่มขึ้น

 

     กฎหมายกำหนดค่าแรงขั้นต่ำนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา  ดิฉันตั้งข้อสังเกตเรื่องบริการที่แย่ลงเอาไว้ (โดยไม่ทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเรื่องกฎหมายแรงงาน)  จึงได้รับทราบจากเพื่อนชาวฮ่องกงว่ามีกฎหมายนี้ออกใหม่ และตั้งแต่ใช้บังคับมา 3 เดือนเศษๆ บริการต่างๆ แย่ลงมาก ยกตัวอย่างพนักงานเสิร์ฟในภัตตาคาร เจ้าของกิจการทำการลดจำนวนพนักงานลง (ตามการคาดการณ์ในงานวิจัยของศ.สวิงเคิล) พนักงานที่ยังคงมีงานทำอยู่แต่ละคนต้องดูแลลูกค้าเพิ่มขึ้น คุณภาพการให้บริการไม่ดี  ลูกค้าจึงให้ทิปน้อย  ส่งผลให้มีขวัญและกำลังใจที่แย่ลง  ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปค่ะ ว่าเขาจะทำอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป

 

     ต้องยอมรับว่า รายได้ของผู้ใช้แรงงานในประเทศไทยยังต่ำมาก ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพพื้นฐาน  เราต้องการการปรับแบบก้าวกระโดด และต้องพัฒนาให้คนทำงานเหล่านั้นมีทักษะและฝีมือเพิ่มขึ้น โดยต้องมีการเตรียมธุรกิจในประเทศให้สามารถรองรับคนทำงานที่มีฝีมือเพิ่มขึ้นด้วย  แต่ของอย่างนี้ต้องใช้เวลา  หากปรับขึ้นแบบก้าวกระโดด ให้เกินอัตราเงินเฟ้อมากๆ เช่น  20-25% ในปีแรก และชะลอลงเป็น 10 -15% ในปีต่อๆ ไป อีก 3-4  ปี ในขณะเดียวกันก็พัฒนาฝีมือของคนทำงานเหล่านี้ และพัฒนาธุรกิจไทยให้เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น สามารถรองรับแรงงานที่แพงขึ้นแต่มีฝีมือขึ้น  น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าการปรับขึ้นแบบช็อกในครั้งเดียว

 

วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ