บทความโดย  ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
บทความอื่นๆ >> 
การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

     ประเด็นทางสังคมกับการลงทุนนั้นถ้าคิดแบบผิวเผินก็ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกันไม่มาก  เพราะสังคมนั้นมักเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ  จนเราไม่ค่อยรู้สึกว่ามีการเปลี่ยน    อย่างไรก็ตาม  คนที่ผ่านหนาวผ่านร้อนมามากหรือพูดง่าย ๆ  มีอายุมากและตรึกตรองย้อนหลังอย่างพินิจพิจารณาก็จะรู้ได้ว่า  สังคมไทยนั้น  มีการเปลี่ยนแปลงไปมากจนไม่น่าเชื่อ  ผมเองที่มีอายุ “ใกล้เกษียณ” ก็เป็นหนึ่งในนั้น  และการเปลี่ยนแปลงนั้น  แน่นอน  ไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทย  แต่เป็นไปทั้งโลก  ซึ่งประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่ง  ว่าที่จริง  ถ้าพูดถึงเรื่องของสังคมแล้ว  คำว่า “ไทย” นั้น  ผมดูว่ามีความหมายน้อยลงไปมาก  ลองไปถามเด็กวัยรุ่นไทยในปัจจุบันว่าการเป็นคนไทยนั้นทำให้เขาแตกต่างจากวัยรุ่นในประเทศอื่นอย่างไร?  คำตอบของพวกเขาคงจะเบลอไปหมด  บางทีคำตอบที่มากที่สุดอาจจะเป็นว่า  “เขาพูดภาษาไทย”  นอกเหนือจากนั้นแล้ว  เขาก็คิดและทำ  “เหมือน ๆ  กับคนทั้งโลก”  ลองมาดูกันว่ามีอะไรที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากนับจากวันที่ผมยังเป็นวัยรุ่นเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว

 

     เมื่อสัปดาห์ก่อนในงานอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชาย วิลเลี่ยม ของราชวงศ์อังกฤษกับนางสาว เคท มิดเดิลตัน ซึ่งเป็นสามัญชน  ผมได้รับรู้เรื่องราวสองเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ในสมัยที่ผมยังเรียนชั้นมัธยมหรือมหาวิทยาลัยนั่นก็คือ  เรื่องแรก  เคท ไม่ยอมกล่าวคำสาบานว่าจะ  “เชื่อฟังคำสั่ง” หรืออยู่ในโอวาทของสามีซึ่งในอนาคตจะเป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ถือว่ายังยึดมั่นใน “ขนบธรรมเนียมประเพณี” อย่างเคร่งครัด   ส่วนเรื่องที่สองที่น่าจะยิ่ง “ช็อค” สำหรับคนรุ่นใกล้ ๆ กับผมก็คือ  เคทและเจ้าชายวิลเลี่ยมให้สัมภาษณ์อย่างเปิดเผยว่าทั้งคู่  “อยู่กันมาก่อนแต่งงาน”  ทั้งสองเรื่องนี้  ถ้าเป็นสมัยก่อนคงเป็นเรื่องใหญ่ที่จะทำให้เกิดโกลาหลถึงขนาด  “พัง”  กันได้   แต่ใน พ.ศ. นี้  ดูเหมือนว่าไม่มีใครติดใจอะไรเลย  เป็นพฤติกรรมที่ยอมรับกันได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา  นั่นคือ  ข้อแรก  หญิงชายมีความเสมอภาคกัน  ดังนั้นหญิงไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังคำสั่งของชาย  ข้อสอง  ธรรมเนียม “รักนวลสงวนตัว” ของผู้หญิงนั้น  หมดไปแล้ว  ว่าที่จริง  ธรรมเนียมนี้ก็เป็นผลต่อมาจากธรรมเนียมเรื่องความไม่เสมอภาคระหว่างชายกับหญิง  เมื่อชายกับหญิงเท่าเทียมกันแล้ว  ธรรมเนียมว่าชายกับหญิงไม่ควรมีสัมพันธ์ขนาดอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานก็หมดไป

 

     ผมคิดว่าเดี๋ยวนี้คน “รุ่นใหม่”  ของไทยก็มีความคิดแบบเดียวกับเคทและเจ้าชายวิลเลี่ยมแม้ว่า “คนรุ่นเก่า”  จำนวนไม่น้อยก็ยัง “รับไม่ได้”   ตัวอย่างเล็ก ๆ  ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ของปีนี้ก็คือ  เด็กสาววัยรุ่น 3-4 คน เปลือยกายเต้นโชว์ต่อหน้าผู้คนจำนวนมากที่กำลังเล่นน้ำสงกรานต์กันอยู่ที่ถนนสีลม  หลังจากการตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์  ข่าวนี้ก็กลายเป็น  “เรื่องใหญ่”  ทาง   “ขนบประเพณีและวัฒนธรรมไทย”  ดูเหมือนว่าการกระทำของเด็กสาวดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่เลวร้ายและจะต้องถูกลงโทษทางสังคมอย่างรุนแรง   แต่ถ้าถามคน “รุ่นใหม่” ที่ไม่ “เสแสร้ง”  ผมเชื่อว่าพวกเขาน่าจะรู้สึก  “เฉย ๆ”  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  พวกเขาอาจจะมองว่า  มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา  ว่าที่จริงธรรมชาติของผู้หญิงก็ชอบโชว์อยู่แล้ว  ไม่อย่างนั้นผู้หญิงจะชอบแต่งตัวแต่งหน้ากันหรือ?  การแก้ผ้าโชว์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการโชว์เท่านั้น  และลองไปดูที่บราซิลหรือในอีกหลาย ๆ ประเทศ  พวกเขาก็แก้ผ้าโชว์กันเป็นเรื่องปกติ  เมืองไทยต่างหากที่เป็นปัญหา

 

     ก่อนหน้านี้เพียงไม่ถึงเดือน  มีการทำโพลทางอินเตอร์เน็ตของนิตยสารไทม์ถ้าผมจำไม่ผิด  ว่าใครคือผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก  คำตอบที่ออกมานั้นทำให้ผมรู้สึกทึ่งมาก  เพราะว่าคนที่ได้อันดับหนึ่งนั้น  ไม่ใช่ประธานาธิบดีของอเมริกาหรือจีนอย่างที่ควรจะเป็นถ้าเป็นโพลสมัยที่ผมยังเป็นวัยรุ่นหรือเพียง 10-20 ปีที่แล้ว  หรือเป็นบริตนีย์สเปียร์หรือแบรดพิตต์เมื่อ 5- 6 ปีก่อน   แต่เป็น  เรน  นักร้องชาวเกาหลีที่ร้องและเต้นได้โดดเด่นมากที่สุดในช่วงเร็ว ๆ  นี้   ใครจะไปคิดว่านักร้องหน้าตา “ตี่ ๆ” จากประเทศเล็ก ๆ  ในเอเซียจะกลายเป็น  “ไอดอล” ของคนทั้งโลกได้   ในสมัยก่อนนั้น  ผมรู้สึกแต่ว่า  คนที่จะ “นำ” ในเรื่องของความคิดและวัฒนธรรมระดับโลกได้จะต้องเป็นคนผิวขาวหรือไม่ก็ผิวดำจากประเทศมหาอำนาจเท่านั้น  แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป   ว่าที่จริงมันคงเปลี่ยนมาได้พักใหญ่แล้ว  เห็นได้จากการที่วัยรุ่นไทยสมัยนี้  “บ้าเกาหลี”  อะไรที่เป็น “เกาหลี” พวกเขาจะรู้สึกนิยมชมชอบ  ผมต่างหากที่ “ตามไม่ทัน”  และมันคงไม่ใช่เฉพาะที่เมืองไทย  แต่ขยายไปทั่วโลก  อุทาหรณ์เรื่องนี้ก็คือ  สังคมกำลังเป็น “สังคมโลก”  ที่ทุกประเทศมีส่วนกำหนด  ไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศมหาอำนาจหรือบางชาติพันธุ์อีกต่อไป  และประเทศไทยก็หนีไม่พ้น

 

     เรื่องสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  เรื่องของการ “ปฏิวัติประชาชน” ในกลุ่มประเทศอาหรับและอาฟริกาเหนือในช่วงนี้   นี่คือกลุ่มประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบ  “เผด็จการ”  ที่มีผู้นำ  “ปกครอง” ประเทศมายาวนาน  การปกครองที่ผ่านมายาวนานนั้นดูเหมือนว่าจะราบรื่นพอสมควรจนทำให้เราคิดว่าประชาชนของประเทศเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากคนที่อื่นเนื่องด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่  แต่แล้วทันใดนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป  ประชาชนจำนวนมากลุกฮือขึ้นมาทวงสิทธิและความเสมอภาคและต้องการ  “ประชาธิปไตย”  และพร้อมต่อสู้แลกด้วยชีวิตจนผู้นำที่อยู่อย่างมั่นคงมานานต้องยอมแพ้และยอมให้มีการปฏิรูปการปกครองที่จะแตกต่างจากระบอบเดิมไปมาก   ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะสื่อต่าง ๆ  ทางอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อสังคมที่ทรงอิทธิพลอย่างเฟซบุคที่สร้างค่านิยมใหม่ ๆ  ขึ้นในสังคมที่ “ถูกปิด” ด้วยอำนาจของผู้ปกครอง  นอกจากนั้น  มันยังช่วยรวบรวมพลังของคนเหล่านั้นให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับผู้เผด็จการได้  ผลกระทบจากเรื่องของการลุกฮือของประชาชนในประเทศตะวันออกกลางนั้น  ผมคิดว่ามันเป็นสัญญาณว่า  สังคมของคนทั่วโลกนั้น  มีแนวโน้มที่จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมากกว่าที่จะเป็นแนวเผด็จการ  ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนที่ผมยังเป็นวัยรุ่นที่โลกยังไม่แน่นอนว่าจะมีแนวโน้มไปทางไหน  และเผด็จการก็ยังเป็นทางที่เดินในหลาย ๆ  ประเทศ

 

     กล่าวโดยสรุปก็คือ  สังคมไทยในวันนี้นั้น  เปลี่ยนแปลงไปมากจากอดีต  เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกอย่างใกล้ชิด  และสังคมนั้น  เปลี่ยนจากความไม่เท่าเทียมในด้านต่าง ๆ  เฉพาะอย่างยิ่งในด้านของเพศและสิทธิทางการเมืองจากที่ไม่เท่าเทียมเป็นเท่าเทียมกันมากขึ้น  เช่นเดียวกัน  ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมต่าง ๆ  ของเราก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสของโลกมากขึ้นเรื่อยจนสิ่งที่เราทำแตกต่างจากสังคมโลกนั้น  เป็นคล้าย ๆ  กับเรื่องของรายละเอียดมากกว่าจะเป็นความแตกต่างโดยพื้นฐาน  เช่น  งานสงกรานต์นั้นอาจจะเป็นงานรื่นเริง “ทั้งเมือง” คล้าย ๆ  งานมาดริการ์ของประเทศอย่างบราซิลมากกว่าจะเป็นเรื่องทางศาสนาหรือประเพณีโบราณ  ปัญหานั้น  ไม่ใช่อยู่ที่ว่าสังคมจะเปลี่ยนหรือไม่  แต่ปัญหาก็คือ  ในโลกที่คน “รุ่นเก่า”  ยังมีจำนวนและอิทธิพลในสังคมอยู่มาก  ดังนั้น  การเปลี่ยนแปลงจึงไม่“ราบรื่น”  อย่างไรก็ตาม  ความไม่ราบรื่นส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาอะไรนอกจากความหงุดหงิดของคน  แต่ในบางครั้ง  มันก็สามารถทำให้เกิดแรงกระทบกระทั่งที่รุนแรงจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้  หน้าที่ของ  VI ก็คือ  ติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มใหญ่ทางสังคม  ดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นและมันเป็นสิ่งที่คุกคามหรือเป็นโอกาสในการลงทุน

 

ที่มา : Settrade Blog